อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันและอนาคตทวีความซับซ้อนและเพิ่มความรุนแรงของ
ผลกระทบมากขึ้น เนื่องจากอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันมีการทำงานในลักษณะ Organized
Crime คือ ทำเป็นกลุ่มเป็นองค์กรและมีการโจมตีเพื่อหวังผลและมีจุดประสงค์ชัดเจน เรียกว่า
Targeted Attack ซึ่งส่วนใหญ่จะมุ่งประโยชน์ทางด้านการเงิน เช่น การโจมตีระบบ
อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง หรือ การโจมตีระบบบัตรเครดิต รวมถึง การเข้า Hack ระบบเครือข่ายของ บริษัทสื่อสารใหญ่ๆเพื่อแอบขโมยโทรศัพท์ฟรี โดยการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในระบบ PRE-PAID ดังที่เป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หลายฉบับมาแล้ว
พรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ 2550 จึงถูกบัญญัติขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือ สำหรับรับมือกับภัยคุกคามในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการขโมยข้อมูล การโจมตี ทำลาย หรือการกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่างๆ ซึ่งปัจจุบัน พรบ. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว
วัตถุประสงค์ของ พรบ. ฉบับนี้ คือต้องการให้มีการบันทึกข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการแกะรอย ผู้กระทำผิดบนอินเตอร์เน็ต Logs File คือสิ่งเดี่ยวที่จะพิสูจน์การบุกรุก การโจมตี การขโมย ต่างๆได้ และจะเป็นสิ่งที่ผู้รักษากฏหมายจะใช้ในการสืบสวนและสอบสวนหาผู้กระทำความผิด มาลงโทษ ดังนั้นจึงถือเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะต้องเก็บรักษา Logs File นั้นให้เป็นอย่างดี และหากไม่จัดเก็บ จะต้องมีโทษทางกฏหมาย
ระบบโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ (IT infrastructure) ที่องค์กรทุกแห่งในฐานะผู้ให้บริการ ควรจัดทำเพื่อรองรับ พรบ. การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นั้น ควรมีระบบอย่างน้อย ดังต่อไปนี้
ระบบที่จำเป็นต้องมี (Mandatory)
ระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการพิสูจน์ตัวตน (Identification and Authentication System)
ระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเก็บปูมระบบที่ส่วนกลาง (Centralized Log Management System) หรือ ระบบ SEM (Security Event Management System)
ระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการกำหนดเวลาให้ตรงกับเวลาอ้างอิงสากล (Stratum 0) โดยใช้ NTP (Network Time Protocol)
ระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ (Add-on Option)
ระบบวิเคราะห์ปูมระบบ (Security Information Management System)
ระบบบริหารจัดการการใช้งานระบบเครือข่าย (Bandwidth Management System)
ระบบ Proxy Cache
ระบบ ANTI-MalWare
ระบบ ANTI-SPAM
ระบบ Patch Management
มาตราสำคัญที่เป็นประเด็นร้อนวันนี้คือ มาตรา 26 และมาตรา 27
มาตรา 26 บัญญัติให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ไม่ต่ำกว่า 90 วัน
แต่ไม่เกิน 1 ปี ซึ่งรายละเอียดข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ที่ต้องจัดเก็บจะอยู่ในประกาศรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่กำลังทยอยออกตามหลังการประกาศ ใช้งานกฏหมาย ฉบับนี้ โดยผู้ให้บริการจะมีภาระหน้าที่เก็บข้อมูลจราจรเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ สามารถรบุตัวผู้ใช้บริการได้
หากผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฏิบัติ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท
และในมาตรา 27 บัญญัติไว้ชัดเจนว่าหากผู้ใดไม่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตาม มาตรา 18
หรือ มาตรา 20 หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 21 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และที่สำคัญต้องโทษปรับ รายวันอีก ไม่เกินวันละ 5 พันบาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
กล่าวโดยสรุป จะเห็นได้ว่ากฏหมายฉบับนี้มีผลกระทบต่อสังคมสารสนเทศของประเทศไทย
ในระดับหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในแวดวงไอทีที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนควรให้
ความสนใจศึกษารายละเอียดของกฏหมายฉบับนี้ ตลอดจนมีการเตรียมตัวและปรับตัวให้องค์กร ปฏิบัติตามกฏหมาย |